ก่อนไปดูดอกไม้ไฟประจำฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น คุณรู้จักดอกไม้ไฟดีแล้วหรือยัง??

ก่อนไปดูดอกไม้ไฟประจำฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น คุณรู้จักดอกไม้ไฟดีแล้วหรือยัง??

“ฮะนะบิ”「花火」หรือเทศกาลชมดอกไม้ไฟ เป็นที่รู้กันว่าฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้น การชมดอกไม้ไฟตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต่างพากันมุ่งหน้าไปชมให้ได้สักครั้ง

แต่ดอกไม้ไฟนับร้อยนับพัน หรือบางงานก็มากกว่าหมื่นลูกที่เราเห็นกันนั้น เคยสงสัยกันบ้างไหมครับ ว่ามันทำจากอะไร? หน้าตาเป็นยังไง? หรือมันมีกี่ประเภทกันแน่? ก่อนจะไปดูดอกไม้ไฟไฮไลท์ฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น เรามาทำความรู้จักดอกไม้ไฟกันซักหน่อย เพื่อให้การชมดอกไม้ไฟของเพื่อน ๆ มีความสนุก และมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น!!

ดอกไม้ไฟ ผู้แต่งแต้มสีสันให้กับท้องฟ้าฤดูร้อน

เทศกาลชมดอกไม้ไฟเริ่มจัดขึ้นเป็นธรรมเนียมปฎิบัติครั้งแรกในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) จนกระทั่งเข้าสู่สมัยเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) เมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่สังคมญี่ปุ่นมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดอกไม้ไฟจึงเริ่มมีสีสันมากขึ้น มีความซับซ้อนในการผลิตที่ใช้สารประกอบเคมีเป็นส่วนประกอบสำคัญ

ส่วนประกอบของดอกไม้ไฟ

สิ่งที่ทำให้ดอกไม้ไฟมีสีสันและรูปร่างที่แตกต่างกัน คือ ลูกดอกไม้ไฟห่อหุ้มด้วยเปลือกที่เป็นกระดาษ ภายในอัดแน่นด้วยก้อนดินปืนเล็ก ๆ จำนวนมาก ให้สีสันแตกต่างกันไปเมื่อดินปืนระเบิดตัว กระจายออกเป็นดอกไม้ไฟอันแสนงดงามที่เราเฝ้าชะเง้อแหงนมองไปเบื้องบน

ดินปืนที่อัดแน่นอยู่นั้นจะผสมด้วยสารประกอบเคมี สตรอนเชียมให้สีแดง ทองแดงให้สีน้ำเงิน โซเดียมให้สีเหลือง และแบเรียมให้สีเขียว ดอกไม้ไฟลูกที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาวถึง 1 เมตร หนักถึง 380 กิโลกรัมเลยทีเดียวครับ!!

ด้วยหลักการนี้เอง นำไปสู่การออกแบบสร้างดอกไม้ไฟที่งดงาม โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสลับตำแหน่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับดอกไม้ไฟแต่ละลูก หรือจะผสมหลายแบบในลูกเดียวก็มีให้เห็น แต่โดยหลักแล้วในญี่ปุ่นก็มีให้ชมอยู่ด้วยกัน 3 แบบ 3 สไตล์ ส่วนความซับซ้อนหรือรูปทรงต่าง ๆ ก็จะเป็นไปตามเทคนิคและความสามารถของผู้ผลิต มาดูกันดีกว่าครับว่ามีแบบไหนกันบ้าง!!

แบบวาริโมโนะ

เป็นดอกไม้ไฟรูปทรงกลม กระจายตัวบนท้องฟ้าเป็นเส้นยาว ๆ ถือเป็นดอกไม้ไฟรูปแบบพื้นฐานที่มีความสวยเด่นตระการตา จึงนิยมใช้เป็นรูปแบบหลักในงานเทศกาลไม่ว่าแห่งใด

แบบโควาริโมโนะ

เป็นดอกไม้ไฟที่ออกแบบให้มีลูกดอกไม้ไฟลูกเล็กจำนวนมากซ้อนอยู่ในดอกไม้ไฟลูกใหญ่ เมื่อลูกใหญ่กระจายตัวจากแรงระเบิด ลูกเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็กระจายตัวบนท้องฟ้าไปพร้อม ๆ กัน

แบบคามุโระ

ดอกไม้ไฟชนิดนี้จะกระจายตัวบนท้องฟ้า และในไม่ช้าสารประกอบเคมีภายในจะแผ่ลงต่ำ ส่องแสงสว่างไสวเป็นช่อระย้างดงามเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่แบบคามุโระจะเปล่งแสงได้นานกว่าดอกไม้ไฟชนิดอื่น ๆ นั่นเอง

 

มาถึงตอนนี้ เพื่อน ๆ ก็คงจะรู้จักดอกไม้ไฟกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ!? ดูดอกไม้ไฟคราวนี้ อย่าลืมสังเกตุให้ดีว่าลูกไหนเป็นแบบไหนนะครับ!! ถ้าพร้อมแล้ว ก็วางแผนลางาน จองตั๋วเก็บกระเป๋าไปเที่ยวชมดอกไม้ไฟแห่งฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นกันได้เลย!!    สล็อตเว็บตรง

ประวัติอันแสนลึกลับของ “จักรพรรดินีฮิมิโกะ” และ “อาณาจักรยามะไต”

ประวัติอันแสนลึกลับของ “จักรพรรดินีฮิมิโกะ” และ “อาณาจักรยามะไต”

“จักรพรรดินีฮิมิโกะ” ผู้ปกครองอาณาจักรญี่ปุ่นโบราณ “ยามะไต” (邪馬台国の女王・卑弥呼) เพื่อนๆ บางคนอาจจะรู้สึกคุ้นหูกับชื่อของจักรพรรดินีพระนางนี้มาบ้างใช่ไหมครับ แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า ประวัติของพระนางกลับเต็มไปด้วยปริศนาจำนวนมาก แต่ก็มีส่วนที่น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อย ดังนั้น ในวันนี้ผมจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาอย่างคร่าวๆ ของจักรพรรดินีพระนางนี้ไปพร้อมกับเรื่องราวของอาณาจักรยามะไตที่สูญหายไปจากประเทศญี่ปุ่น

ประวัติตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ของประเทศจีน

บันทึกทางประวัติศาสตร์ "กิชิวะจินเด็น"
บันทึกทางประวัติศาสตร์ “กิชิวะจินเด็น”

ประวัติของจักรพรรดินีฮิมิโกะปรากฏอยู่ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ชื่อว่า “กิชิวะจินเด็น” (魏志倭人伝 , ぎしわじんでん) ของประเทศกิ (魏, ぎ) หรือก็คือประเทศจีนในปัจจุบัน โดยบันทึกดังกล่าวระบุว่าพระนางเป็นจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรยามะไต แต่กลับไม่ปรากฏวันเดือนปีที่ประสูติ และวันที่เสด็จสวรรคต คงมีเพียงข้อสันนิษฐานว่าพระนางน่าจะเสด็จสวรรคตในช่วง ปี ค.ศ. 247  อีกทั้งยังไม่สามารถระบุได้ว่าพระนางประสูติที่อาณาจักรยามะไตหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอาณาจักรดังกล่าวเคยตั้งอยู่ส่วนใดของประเทศญี่ปุ่น

เทพแห่งดวงอาทิตย์ อะมะเทระสุ
เทพแห่งดวงอาทิตย์ อะมะเทระสุ

นอกจากนี้บางทฤษฎียังได้สันนิษฐานว่าจักรพรรดินีฮิมิโกะคือ “เทพอะมะเทระสุ” (天照大神, アマテラスオオミカミ) ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ตามความเชื่อของศาสนาชินโตที่คนญี่ปุ่นเคารพบูชาเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนที่พระนางจะเสด็จสวรรคต ได้เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงถึง 2 ครั้ง อีกทั้งชื่อของพระนางยังสามารถเขียนด้วยตัวอักษรคันจิได้อีก 2 แบบ คือ 日御子 หมายถึง บุตรแห่งดวงอาทิตย์ และ 日巫女 หมายถึง หญิงสาวแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายใกล้เคียงกับสมญานามของเทพอะมะเทระสุ นั่นก็คือเทพแห่งดวงอาทิตย์นั่นเอง 

การกำเนิดอาณาจักรและการขึ้นสู่ตำแหน่งจักรพรรดินี

ในช่วง ศตวรรษที่ 2 ~ ศตวรรษที่ 3 ประเทศญี่ปุ่นถูกเรียกว่า “วะ” (倭国, わこく) โดยชาววะ ในช่วงเวลานั้นได้รับการถ่ายทอดวิธีการเพาะปลูกข้าวจากชนชาติที่อพยพมาจากดินแดนอื่น และเมื่อชาววะเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น จึงทำให้มีเสบียงอาหารที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อการบริโภค แต่ทว่า การต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรน้ำและที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเพาะปลูกกลับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมู่บ้านที่ได้รับความพ่ายแพ้จะถูกหมู่บ้านที่ได้รับชัยชนะเข้าครอบครอง เมื่อหมู่บ้านที่ได้รับชัยชนะมีจำนวนหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้การครอบครองเพิ่มมากขึ้น ก็กลายสภาพเป็นอาณาจักรหรือประเทศที่มีระบบสังคมและระบบวรรณะนั่นเอง

ประเทศวะในขณะนั้นแบ่งเป็นอาณาจักรย่อยอีกประมาณ 100 อาณาจักร แต่ได้เกิดการรวมตัวกันของอาณาจักรต่างๆ ประมาณ 30 อาณาจักร ก่อกำเนิดเป็นอาณาจักรใหม่และได้มีการสถาปนาผู้ปกครองขึ้น นั่นก็คือ “อาณาจักรยามะไต” (邪馬台国) นั่นเอง ในช่วงแรกได้มีการสถาปนาจักรพรรดิเป็นผู้ปกครอง แต่การปกครองของพระองค์กลับสร้างความขัดแย้งกับอาณาจักรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้บ้านเมืองขาดความสงบสุข และตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวาย จึงเกิดการโค่นล้มจักรพรรดิขึ้น และสถาปนาฮิมิโกะเป็นจักรพรรดินีแทน หลังจากนั้น ความขัดกับอาณาจักรต่างๆ จึงเริ่มคลี่คลายลง

การปกครองภายใต้จักรพรรดินีฮิมิโกะ

ภาพจำลองการทำพิธีพยากรณ์ของจักรพรรดินีฮิมิโกะ จาก อุทยานประวัติศาตร์ Yoshinogari จังหวัดซะกะ
  • พยากรณ์ด้วยมนต์ดำ

หลังจากฮิมิโกะได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดินีแล้ว พระนางใช้วิธีการปกครองบ้านเมืองโดยการเก็บตัวอยู่ในพระตำหนักที่มีทหารองครักษ์คอยประจำการอยู่เสมอ และใช้มนต์ดำที่เรียกว่า “คิโด” (鬼道, きどう) เพื่อพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ  ของบ้านเมือง โดยมีพระอนุชา (น้องชาย) ของพระนางคอยทำหน้าที่นำคำพยากรณ์ไปประกาศให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกัน นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่ารอบข้างของพระนางมีจำนวนสาวรับใช้มากถึงประมาณ 1,000 คน เลยทีเดียว

  • การเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน

ราว ปี ค.ศ. 239 พระนางได้ส่งนักการฑูตพร้อมทั้งเครื่องบรรณาการไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน โดยได้รับตราประทับสีทอง “ชิงกิวะโอ” (親魏倭王, しんぎわおう) และกระจกเงินจำนวน 100 แผ่น เป็นสิ่งตอบแทน โดยทั้งสองสิ่งนี้คือสัญลักษณ์ที่แสดงว่าจักรพรรดิแห่งประเทศจีนได้ยอมรับพระนางในฐานะที่เป็นผู้ปกครองประเทศวะ และพร้อมที่จะให้ความสนับสนุนช่วยเหลืออยู่เสมอ และหลังจากนั้น พระนางก็ได้ส่งนักการฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง และราวปี ค.ศ. 247  ยังได้มีการรายงานเรื่องการทำสงครามกับ “อาณาจักรคุนะ” (狗奴国, くなこく) ให้ประเทศจีนได้รับทราบด้วย นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบว่ากระจกเงินที่ได้รับมาจากการผูกมิตรกับประเทศจีนถูกฝังอยู่ในหลุมพระศพของจักพรรดิองค์ก่อนๆ ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าพระนางน่าจะประสงค์ให้กระจกเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของการมีสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน

  • สภาพบ้านเมืองของประเทศวะ

ประเทศวะ ที่มีอาณาจักรยามะไตเป็นศูนย์กลางนั้น ได้มีการสร้างระบบวรรณะ ระบบกฎหมาย และระบบการจัดเก็บภาษีขึ้น เริ่มมีการเปิดตลาดค้าขายสินค้าตามพื้นที่ต่างๆ อีกทั้งการติดต่อค้าขายกับอาณาจักรอื่นๆ ก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก

  • เหตุการณ์หลังจากพระนางเสด็จสวรรคต

มีการสถาปนาจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้น แต่ความขัดแย้งกับอาณาจักรต่างๆ ก็กลับมาปะทุอีกครั้ง จึงมีการสถาปนา “อิโย” (壱与, いよ) ซึ่งเป็นบุคคลในเครืองญาติของของพระนาง ขึ้นเป็นจักรพรรดินี หลังจากนั้นความขัดแย้งกับอาณาจักรต่างๆ จึงเริ่มคลี่คลายลง

อาณาจักรยามะไตที่สูญหายจากประเทศญี่ปุ่น

 

ณ ปัจจุบันยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าอาณาจักรยามะไตนั้น เดิมตั้งอยู่ส่วนไหนของประเทศญี่ปุ่นกันแน่ แม้บันทึกทางประวัติศาสตร์กิชิวะจินเด็นจะได้มีการบันทึกเส้นทางไปยังอาณาจักรยามะไตไว้ก็ตาม แต่ในทางความเป็นจริง หากเดินทางไปตามเส้นทางนั้นล่ะก็ จะไปโผล่ที่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเลยทีเดียว ปัจจุบันนักวิชาการของประเทศญี่ปุ่นเชื่อว่าอาณาจักรยามะไตน่าจะเคยตั้งอยู่ที่ภูมิภาคคิวชู  หรือไม่ก็ภูมิภาคคิงคิ (คันไซ) เนื่องจากทั้ง 2 ภูมิภาคนี้ต่างก็มีการค้นพบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าน่าจะเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรยามะไตมาก่อน แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดที่สามารถฟันธงได้ว่าพื้นที่ใดเคยเป็นที่ตั้งที่แท้จริงของอาณาจักรยามะไตกันแน่

บทสรุปที่เต็มไปด้วยปริศนา

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเรื่องราวของจักรพรรดินีฮิมิโกะ ผู้ปกครองบ้านเมืองโดยการเก็บตัวอยู่ในพระตำหนักและใช้มนต์ดำพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ  เรื่องเช่นว่านี้ สำหรับคนยุคปัจจุบันอย่างพวกเราคงจะเป็นเรื่องที่น่าพิศวงเป็นอย่างมากใช่ไหมล่ะครับ ทั้งจักรพรรดินีฮิมิโกะและอาณาจักรยามะไตต่างก็เต็มไปด้วยปริศนาจำนวนมาก และที่สำคัญคือไม่สามารถหาจุดเชื่อมโยงกับราชวงศ์ยามาโตะซึ่งเป็นราชวงศ์ปัจจุบันของประเทศญี่ปุ่นได้เลย ตัวผมเองก็ได้แต่คาดหวังว่าหลังจากนี้น่าจะมีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์บางอย่างที่สามารถไขปริศหนาต่างๆ ของจักรพรรดินีฮิมิโกะและอาณาจักรยามะไตให้กระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ไม่มากก็น้อยนะ ^_^    สล็อตเว็บตรง

กว่าจะเป็น “คัมเปียวมากิ” ว่าด้วยเรื่องของคัมเปียว

กว่าจะเป็น “คัมเปียวมากิ” ว่าด้วยเรื่องของคัมเปียว

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ผู้เขียนได้พูดถึงเรื่องของเนงิโทโร่มากิไปแล้ว ก็อดพูดถึงข้าวห่อสาหร่ายอีกไส้หนึ่งไม่ได้ซึ่งไส้นี้คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักกินกันเท่าไหร่ ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยถ้าจะกินก็ต้องเป็นร้านที่ออกแนวขายคนญี่ปุ่นถึงจะมีตัวนี้ในเมนู นั่นก็คือ “คัมเปียวมากิ” ครับ คือข้าวห่อสาหร่ายไส้คัมเปียว แล้ว “คัมเปียว” มันคืออะไร? ตามมาดูกันเลยครับ

“คัมเปียว” คืออะไร?

Kampyo

“คัมเปียว” (干瓢 บ้างก็เขียนว่า 乾瓢 ด้วยความที่มันเขียนเป็นคันจิได้มากกว่าหนึ่งอย่าง สมัยนี้เลยนิยมเขียนเป็นตัวคานะมากกว่า) ง่ายกว่า แปลตรงตัวก็คือ “น้ำเต้าตากแห้ง” ก็คือเอาผลน้ำเต้า (ซึ่งเป็นพืชตระกูลแตง) มาหั่นๆ แล้วตากแห้ง สมัยโบราณว่ากันว่าแหล่งกำเนิดของคัมเปียวคือหมู่บ้านคิซุ (木津村) ในโอซาก้า พอมายุคเอโดะแหล่งผลิตสำคัญกลายเป็นแคว้นโอมิ (近江国 ปัจจุบันคือจังหวัดชิงะ) แต่ภายหลังมาถึงปัจจุบันนี้ แหล่งผลิตหลักของคันเปียวกลายเป็นทางตอนใต้ของจังหวัดโทจิงิไป จากการที่ โทริอิ ทาดาเทรู (鳥居忠英 ทายาทรุ่นที่ห้าของตระกูลโทริอิ) ซึ่งเคยเป็นเจ้าครองแคว้นมินากุจิ (水口藩 ซึ่งมีอาณาเขตอยู่ในแคว้นโอมิ) ได้ย้ายมาเป็นเจ้าครองแคว้นมิบุ (壬生藩 ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดโทชิงิ) ท่านก็ได้เอาเมล็ดพันธุ์น้ำเต้ามาปลูกที่แคว้นมิบุด้วย จนเกิดอุตสาหกรรมการผลิตคัมเปียวไป

Torii Tadateru
โทริอิ ทาดาเทรู (鳥居忠英) เจ้าครองแคว้นมิบุ

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้ คัมเปียวส่วนใหญ่กว่า 80% ที่บริโภคในประเทศญี่ปุ่นนั้น “เป็นของนำเข้า” ซึ่งโดยมากนั้นนำเข้าจากเมืองจีน แต่เดี๋ยวก่อนครับท่านผู้อ่าน คัมเปียว “เมด อิน ไทยแลนด์” ก็มีนะครับ มีเกษตรกรไทยผลิตคัมเปียวส่งขายญี่ปุ่นเหมือนกัน (ไม่ใช่แค่คัมเปียวนะครับ เอาจริงๆ พวกของดอง ทสึเคะโมโนะอย่างขิงดองอะไรนี่ไทยทำส่งออกขายญี่ปุ่นมานานแล้ว) ส่วนคัมเปียวผลิตในประเทศก็ถือว่าเป็นรายย่อย ขายให้แม่บ้านซื้อไปทำกินที่บ้านโดยตรง

“คัมเปียว” ทำอะไรกินได้บ้าง

เมนูปกติที่รู้จักกันทั่วไปนั้นก็คงไม่พ้น “คัมเปียวมากิ” คือเอาไปทำข้าวห่อสาหร่ายไส้คัมเปียว หรือใส่เป็นเครื่องประกอบในฟุโตมากิ (ที่เห็นเป็นสีน้ำตาลๆ นั่นแหละครับ) หรือใส่จิราชิซูชิ (ข้าวหน้าเครื่องซูชิ) ก็ได้ บางทีแม่บ้านญี่ปุ่นก็เอาไปใช้ผูก “กระหล่ำปลีม้วน” ก็ได้

ส่วนที่จังหวัดโทชิงินั้น ก็มีเมนูที่เอาคัมเปียวไปต้ม ไปผัด ต้มเป็นน้ำซุปคัมเปียวใส่ไข่ (อันนี้เป็นเมนูตามโรงเรียน) เดี๋ยวนี้มีพลิกแพลงเอาไปใส่สลัด หรือเอาห่อวัตถุดิบอื่นแล้วทอดก็ยังมี ที่ตำบลมิบุ (壬生町) ยังมีบันทึกรายการอาหารที่โทริอิ ทาดะเทรุ (鳥居忠燾 เจ้าแคว้นมิบุรุ่นที่สี่ ทายาทรุ่นแปดของตระกูลโทริอิ) ได้เคยรับประทานเพื่อ “ส่งเสริมการเพาะปลูกน้ำเต้า” อยู่เลย ทุกวันนี้ก็ต้องเรียกว่าคัมเปียวนี่เป็นของดีจังหวัดโทชิงิ

คัมเปียวนั้นเป็นของแห้ง ดังนั้นก่อนจะเอามาประกอบอาหาร หากเป็นคัมเปียวฟอกขาว ก็ต้องเอาเกลือถู เอาน้ำร้อนลวก (ขจัดกำมะถันตกค้าง) หากเป็นคัมเปียวไม่ฟอกขาวสีจะออกน้ำตาลอ่อนๆ มีรสหวานและอูมามิตามธรรมชาติ ราคาแพงกว่าอย่างฟอกขาว

คัมเปียวมากิ

มากิซูชิ หรือข้าวห่อสาหร่ายนั้น จากหลักฐานในตำราอาหารยุคเอโดะ เป็นที่สันนิษฐานว่าเกิดมีขึ้นน่าจะราวปี พ.ศ. 2293 แต่มาแพร่หลายเอาเมื่อปี พ.ศ. 2326 พอมาถึงยุคไทโชก็นิยมกันถึงขนาดกลายเป็นของที่ทำกินเองในบ้าน จากหลักฐานเอกสารเชื่อว่า “คัมเปียวมากิ” น่าจะมีแล้วอย่างช้าคือปี พ.ศ. 2380

Maki Sushi on green leaf plate
ไส้สีน้ำตาลๆ คือคัมเปียวที่ต้มปรุงรสแล้ว

การเตรียมคัมเปียวสำหรับใส่ไส้ข้าวห่อสาหร่ายนั้น ทำได้โดยเอาคัมเปียวแห้งมาล้างน้ำแล้วแช่น้ำสักสิบนาที เอาเกลือขยำ ล้างน้ำอีกรอบ ต้มในน้ำเดือดไฟกลางจนอ่อนนุ่ม แล้วบีบน้ำออก หั่นครึ่ง ใส่ดาชิ (น้ำสต๊อก) น้ำตาล มิริน โชยุ ลงหม้อ ต้ม หรี่ไฟ ทิ้งให้เย็นจะได้ซึมซับรสชาติ จากนั้นก็เอาไปทำไส้ข้าวห่อสาหร่ายได้

เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ “คัมเปียวมากิ”

  1. มีการสมมติให้วันที่ 10 มกราคม (วันที่ 10 เดือนหนึ่ง) เป็น “วันคัมเปียว” ซึ่งที่มาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับตำนานเรื่องเล่าหรือบุคคลในประวัติศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น แค่เพราะเขาบอกว่าคำว่า “คัน” 干 ดูแล้วมันแยกได้เป็นคำว่า สิบ 十 กับ หนึ่ง 一 แค่นั้นเอง (เล่นกับขีดอักษร)
  2. เขาว่าคนคันไซไม่กินคัมเปียวมากิ บางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำ เพราะคัมเปียวมากินั้นเขาจะห่อแบบเป็นข้าวห่อสาหร่ายชิ้นบางๆ แต่ว่ารสนิยมคนคันไซชอบกินข้าวห่อสาหร่ายแบบม้วนใหญ่ๆ เป็นฟุโตมากิไปเลย
  3. บางทีคัมเปียวมากิก็ถูกเรียกว่า “เทปโปมากิ” (ม้วนปืนยาว) เพราะมันเล็กๆ ยาวๆ เหมือนปืนยาว

ใครเดินซูเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นขายของตามรสนิยมคนต่างชาติละก็ ลองไปดูนะครับว่ามีคัมเปียวขายไหม ผู้เขียนว่าวันไหนจะลองไปร้านอาหารญี่ปุ่นบางร้านที่ขายคนญี่ปุ่น เผื่อเจอจะลองกินคัมเปียวมากิดูครับ แต่ถ้าไม่เจอจริงๆ กินฟุโตมากิก็ได้นะครับมีขายตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป บางร้านอาจใส่คัมเปียวก็ได้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ        สล็อตเว็บตรง

พาไปกินร้านชานมสุดฮิตย่านฮาราจูกุ ที่ร้านแมวเหมียว NONARA PEARL

พาไปกินร้านชานมสุดฮิตย่านฮาราจูกุ ที่ร้านแมวเหมียว NONARA PEARL

ตอนนี้ชานมไข่มุกกำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งไม่ว่าจะที่ประเทศไทยหรือประเทศญี่ปุ่น และแน่นอนว่าประเทศญี่ปุ่นเองก็มีร้านชานมจากไต้หวันมาเปิดให้เลือกไปลองกันมากมายหลายร้านไม่แพ้ที่ไทยเลย วันนี้เราจะพาไปชิมเจ้าชานมไข่มุกร้านใหม่ที่เพิ่งมาเปิดที่ตึก Laforet ในย่านฮาราจูกุ

ร้านแมวเหมียว NONARA PEARL (ノナラパール)

 

ร้านชาเขียวน้องแมวเหมียวสีชมพูนี้เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาที่ห้าง Laforet ย่านฮาราจูกุ โดยได้รับความนิยมอย่างมากจากสาว ๆ ญี่ปุ่น ที่ทั้งถูกใจรสชาติ และเมนูชาต่าง ๆ ที่มีให้เลือกสรร และแน่นอนว่าเป็นเพราะสามารถถ่ายรูปน่ารัก ๆ เอาไปลงในอินสตาแกรมกันได้อีกด้วย

จุดเด่นที่สุดของร้านนี้ก็จะเป็นมาสคอตสัญลักษณ์ของร้านที่เป็นน้องแมวเหมียวสีชมพูน่ารัก ซึ่งไม่ว่าสาว ๆ คนไหนก็ต้องมาถ่ายรูปกับเจ้าตัวนี้

น้องแมวมาสคอตประจำร้าน

สำหรับเมนูของชาก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชานมแบบปกติทั่วไป หรือจะเป็นชาเขียวก็มีให้เลือก แถมยังมีชาผลไม้ให้เลือกอีกด้วย และแน่นอนเราสามารถเลือกความหวานได้ตามใจชอบ เริ่มตั้งแต่หวานพิเศษ 125% ไปจนถึงไม่ใส่น้ำตาล 0%)

 

ในครั้งนี้ที่ไปลองมา เราเลือกชานมปกติใส่ไข่มุก Black Milk Tea ไซส์ M ความหวาน 25% และใส่น้ำแข็งปกติ ราคา 470 เยน (ตัวชา 420 เยน + ไข่มุก 50 เยน) ส่วนตัวรู้สึกว่ารสชาติของชาแก้วนี้ไม่เข้มข้นมาก และความหวานที่ระดับ 25% ก็ถือว่าไม่หวานจนเกินไป

Black Milk Tea ไซส์ M

ขอเชิญชวนและแนะนำสาวกชานมไข่มุกให้แวะมาลองร้านน้องแมวเหมียวร้านนี้กันนะ แต่ขอเตือนหน่อยว่าด้วยความที่ร้านนี้น่ารักมากกกก ใครแวะมาวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดละก็ อาจจะต้องทำใจต่อแถวกันสักหน่อยนึงน้า…        สล็อตเว็บตรง

รายละเอียด
ชื่อร้าน: NONARA PEARL (ノナラパール)
เวลาทำการ 11:00-21:00
ที่อยู่: ตั้งอยู่ชั้น 2 ของห้าง Laforet
การเดินทาง: รถไฟ JR Yamanote มาลงที่สถานี Harajuku แล้วเดินต่อ 5 นาที,
รถไฟใต้ดินสาย Chiyoda หรือสาย Fukutoshin มาลงที่สถานี Meiji-jingu mae(Harajuku) ทางออก 5 แล้วเดินต่อ 1 นาที,
รถไฟใต้ดินสาย Chiyoda หรือสาย Hanzomon หรือสาย Ginza มาลงที่สถานี Omotesando ทางออก A2 แล้วเดินต่อ 7 นาที

ใครว่าตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่ญี่ปุ่นขายแต่น้ำผลไม้ “น้ำซุปญี่ปุ่น”ก็มีนะ !!

ใครว่าตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่ญี่ปุ่นขายแต่น้ำผลไม้ “น้ำซุปญี่ปุ่น”ก็มีนะ !!

สำหรับประเทศญี่ปุ่น ถ้าใครไปบ่อย ๆ จะเห็นว่ามีตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติวางทุกซอกทุกมุมในตรอกซอกซอย มีเยอะมาก ๆ จนหลายคนคิดว่าธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ ไม่เพียงแต่ตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติเท่านั้น งานนี้ญี่ปุ่น ก้าวล้ำไปอีก โดยเอา “ดาชิ” (だし) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “น้ำซุปญี่ปุ่น” หรือ “น้ำสต๊อก” มาจำหน่ายในรูปแบบของเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติด้วยแล้ว งานนี้ใครกำลังทำกับข้าว แล้วน้ำซุปหมดก็อาจเดินไปหยอดซื้อตู้ที่หน้าบ้าน แล้วมาทำกับข้าวต่อสบาย ๆ เลย ><

มองเผิน ๆ เหมือนเป็นตู้จำหน่ายเครื่องดื่มธรรมดา แต่เข้าจะไปดูใกล้ ๆ ก็จะเห็นว่าข้างในมีแต่ดาชิเรียงรายเต็มไปหมด ที่สำคัญ ราคาต่อ 1 ขวดอยู่ที่ 700 เยน! (ราว ๆ 230 บาทไทย) ซึ่งก็ไม่ได้สูงไปกว่าราคาที่จำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

 

ครั้งแรกของชาวญี่ปุ่นหลาย ๆ คนที่ซื้อดาชิจากเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติ!

เครื่องจำหน่ายดาชิอัตโนมัตินี้ เป็นของดาชิที่มีชื่อว่า “ดาชิ โดราคุ” (だし道楽) ซึ่งเป็นซอสถั่วเหลือง (โชยุ) ที่จำหน่ายโดย บริษัท นิตันดะ โชยุ มีสำนักงานใหญ่ในเมือง เอตะจิมะ จังหวัดฮิโรชิม่า จำหน่ายบรรจุในขวดขนาด 500ml ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถใส่ในตู้จำหน่ายอัตโนมัติได้

เครื่องจำหน่ายอัตโนมัติมีตั้งอยู่ในหลาย ๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดฮิโรชิม่า อันเป็นที่ตั้งโรงงาน ฮอกไกโดและจังหวัดอื่น ๆ โดยที่ตั้งเจ้าเครื่องนี้ ก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ถนนทั่วไปหรือตามลานจอดรถ เหมือนกับตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติอื่น ๆ เมื่อเข้าไปดูในตู้ดี ๆ จะเห็นว่ามีดาชิ 2 ชนิดให้เลือกคือ แพคเกจสีทองที่เป็น “ใส่แก้มปลาย่าง” (焼きあご入り) และแพคเกจสีแดงที่เป็น “ใส่สาหร่ายคอมบุ” (昆布入り) ซึ่งก็มีชาวญี่ปุ่นที่ไม่รู้จักเครื่องนี้มาก่อน และเพิ่งเคยมีประสบการณ์ซื้อเป็นครั้งแรกหลายคนอยู่เหมือนกัน

 

ดาชิ หัวใจการทำอาหารของชาวญี่ปุ่น

เจ้าดาชิที่ว่านี้ก็เปรียบเสมือนเป็นน้ำสต๊อกในบ้านเรา จึงถูกเอาไปนำประกอบอาหารมากมาย เช่น อุด้ง ต้มโซบะ โอเด้ง เป็นต้น ทำให้โรงงานผลิตที่จังหวัดฮิโรชิม่าผลิตดาชิออกมาถึงวันละ 200-400 ขวดเลยทีเดียว

 

 

ทั้งนี้เนื่องจากว่าสีของดาชิมันคล้ายน้ำชา เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าใจผิด บางตู้จึงมีเขียนภาษาอังกฤษไว้ด้านล่างว่า “ “Do not drink. This is a vending machine of dashi.” หรือ “Do not drink. This is a soy soup” เป็นต้น ฉะนั้นเห็นตู้จำหน่ายอัตโนมัติหน้าตาแบบนี้อย่าเผลอไปหยอดมาดื่มเล่นกันนะคะ            สล็อตเว็บตรง

“โคะโกะมิ” ผักอร่อยช่วงฤดูใบไม้ผลิกับวิธีการนำมารับประทานให้อร่อย

“โคะโกะมิ” ผักอร่อยช่วงฤดูใบไม้ผลิกับวิธีการนำมารับประทานให้อร่อย

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม อีกหนึ่งผักธรรมชาติที่คนญี่ปุ่นหลงใหลคือ โคะโกะมิ หรือเฟิร์นญี่ปุ่น มารู้จักเฟิร์นญี่ปุ่นที่มีลักษณะคล้ายผักกูดในไทยและวิธีการนำมารับประทานให้อร่อยแบบคนญี่ปุ่นกันนะคะ

คุณค่าทางอาหารของโคะโกะมิ

โคะโกะมิ (こごみ) เป็นยอดอ่อนของเฟิร์นที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เป็นผักที่ขึ้นตามธรรมชาติและมีรสชาติกรุบอร่อย ประกอบกับเป็นอาหารที่บ่งบอกถึงฤดูใบไม้ผลิที่มาเยือน ทำให้ร้านอาหารหลายแห่งในญี่ปุ่นนำโคะโกะมิมาปรุงอาหารเพื่อดึงดูดลูกค้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

นอกจากรสชาติอร่อยกรุบแล้ว โคะโกะมิยังมีคุณค่าสารอาหารที่ดีต่อร่างกายดังนี้คือ อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะพองตัวในทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และช่วยดูดซับสารพิษที่ตกค้างในร่างกายแล้วขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ อีกทั้งโคะโกะมิยังอุดมไปด้วยบีต้า แคโรทีนและวิตามินอี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและแคลเซียมด้วย

วิธีการนำมารับประทานของคนญี่ปุ่น

เพื่อการรับประทานให้ปลอดภัย คนญี่ปุ่นจะนำเฟิร์นมาต้มในน้ำเกลือก่อนประมาณ 2 นาที เพื่อขจัดรสขมและพิษเล็กน้อยที่อยู่ในเฟิร์น โดยมีวิธีการเตรียมดังนี้คือ

1. ล้างทำความสะอาดเฟิร์นเพื่อเอาฝุ่นและเศษสิ่งสกปรกออกไป

2. ต้มน้ำจนเดือดและเติมเกลือลงไป ½ ช้อนชา แล้วใส่เฟิร์นลงต้มประมาณ 2 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำเย็นและเก็บไว้รับประทานเป็นเมนูต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

เทมปุระ

โคะโกะมิเป็นผักที่มีรสฝาดเล็กน้อยจึงเหมาะสำหรับการนำมาทอดให้อร่อยแบบเทมปุระ วิธีการทำง่าย ๆ เพียงนำเฟิร์นที่ได้จากการต้มมาซับน้ำออกด้วยกระดาษชำระสำหรับงานครัวแล้วนำชุบส่วนผสมแป้งเทมปุระ ทอดในน้ำมันจนแป้งเป็นสีเหลืองอ่อน จากนั้นตักขึ้นนำมารับประทานกับเกลือหรือน้ำจิ้มตามชอบ

โอะฮิตะชิโคะโกะมิ

โอะฮิตะชิ (Ohitashi/おひたし) เป็นเมนูที่นำโคะโกะมิต้มสุกมาแช่ในเครื่องปรุงส่วนผสมของโชยุ น้ำซุปดาชิ และน้ำตาล ไว้ค้างคืนในตู้เย็น แล้วนำมาเสิร์ฟรับประทานเป็นเครื่องเคียง

 

โกะมะอะเอะโคะโกะมิ

อะเอะโมะโนะ (Aemono/和え物) เป็นวิธีการปรุงอาหารจากผักตามฤดูกาลโดยนำผักต้มสุกมาคลุกเคล้ากับส่วนผสมเครื่องปรุงรส แล้วนำมารับประทานทันทีโดยไม่เก็บค้างคืนไว้ โกะมะอะเอะโคะโกะมิ เป็นหนึ่งในเมนูผักคลุกเคล้าที่อร่อยและสร้างความเพลิดเพลินไปกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลจากการนำผักโคะโกะมิต้มมาหั่นให้มีขนาดพอคำแล้วคลุกเคล้าในส่วนผสมของงาขาวคั่ว (โกะมะ/ごま) น้ำตาลทราย และโชยุ จนทั่วแล้วจัดเสิร์ฟทันที

ผัดเส้นสปาเก็ตตี้โคะโกะมิ

ผักที่มีรสฝาดเล็กน้อยตามฤดูกาลมักกลายเป็นผักที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาผัดกับเส้นสปาเก็ตตี้ วิธีการง่าย ๆ เพียงผัดเส้นสปาเก็ตตี้ในน้ำมันมะกอกที่ผัดเบคอนหรือเนื้อส่วนอกไก่ไว้แล้ว จากนั้นเติมโคะโกะมิต้มลงไปผัด แล้วเติมเกลือและพริกไทยเล็กน้อย ก็จะได้เมนูผัดเส้นสปาเก็ตตี้โคะโกะมิที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ยอดผักกูดเมืองไทยนั้นอวบน้อยกว่าผักกูดญี่ปุ่นหรือโคะโกะมิเพราะอากาศบ้านเราร้อนกว่า คนไทยนิยมนำผักกูดมารับประทานโดยนำมายำ ผัดกับน้ำมันหอย และลวกรับประทานกับน้ำพริก เป็นต้น แม้จะมีวิธีการนำมารับประทานที่แตกต่างกัน แต่ความเพลิดเพลินใจจากการได้รับประทานผักตามธรรมชาตินั้นไม่แตกต่างกันเลยค่ะ          สล็อตเว็บตรง

“กึ๋นไก่” กับประโยชน์ต่อสุขภาพและเมนูอร่อยแบบคนญี่ปุ่น

“กึ๋นไก่” กับประโยชน์ต่อสุขภาพและเมนูอร่อยแบบคนญี่ปุ่น

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากึ๋นไก่เป็นหนึ่งในเครื่องในสัตว์รสสัมผัสกรุบกรอบที่คนญี่ปุ่นนิยมเป็นอย่างมาก มาดูประโยชน์ของกึ๋นไก่และวิธีการนำมารับประทานให้อร่อยถูกปากทั้งเป็นเมนูอาหารและกับแกล้มกันนะคะ

กึ๋นไก่และประโยชน์ต่อสุขภาพ

กึ๋นไก่  เป็นกระเพาะบดของไก่ซึ่งช่วยบดอาหารให้เล็กลงก่อนส่งไปย่อยที่กระเพาะอาหารที่อยู่ถัดไป ในญี่ปุ่นกึ๋นไก่ถูกแยกจำหน่ายและมีราคาต่อกรัมแพงกว่าเนื้อส่วนอื่นของไก่ กึ๋นไก่เป็นเนื้อที่มีโปรตีนสูงและมีพลังงานต่ำ โดย 100 กรัมมีโปรตีนสูงถึง 18.4 กรัมและมีแคลอรี่เพียง 94 กิโลแคลอรี่

คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกึ๋นไก่เพื่อลดน้ำหนักและช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ในกึ๋นไก่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 และธาตุเหล็กซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจางสำหรับผู้หญิงและหญิงมีครรภ์ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน K ซึ่งช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุด บรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ ช่วยในกระบวนการสร้างลิ่มเลือด และช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เป็นต้น    UFABET เว็บตรง

เมนูอาหารจากกึ๋นไก่ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทาน

โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกึ๋นไก่เป็นกับแกล้มหรือของว่าง โดยมีเมนูเด่นดังนี้

กึ๋นไก่ย่าง

วัตถุดิบ

  • กึ๋นไก่ 150 กรัม
  • สาเกปรุงอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือผสมพริกไทย 1/3 ช้อนชา
  • น้ำมัน 1 ช้อนชา

ซอสราดกึ๋นไก่ย่าง

  • สาเกปรุงอาหาร 2 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 2 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ล้างทำความสะอาดกึ๋นไก่และหั่นให้ได้ 4-5 ชิ้น จากนั้นนำไปหมักในสาเกปรุงอาหารประมาณ 5 นาที

2. เมื่อครบ 5 นาทีแล้ว นำกึ๋นไก่มาเสียบไม้ และโรยด้วยเกลือผสมพริกไทย

3. ตั้งกระทะบนไฟกลาง ใส่น้ำมันลงไป วางไม้เสียบกึ๋นไก่ลงไปทอดด้วยไฟกลางโดยปิดฝากระทะไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นจึงพลิกกลับด้านและทอดต่อไปอีก 5 นาที จนกึ๋นไก่สุก

4. นำส่วนผสมของซอสราดมาผสมให้เข้ากันและราดลงบนกึ๋นไก่ในกระทะ พลิกกึ๋นไก่ให้เข้ากับซอส รอจนน้ำซอสแห้งเคลือบบนกึ๋นไก่ แล้วจึงนำเสิร์ฟรับประทานตามชอบ หากโรยพริกป่นเพิ่มจะยิ่งเพิ่มรสชาติอร่อยให้กับกึ๋นไก่ย่าง

กึ๋นไก่ผัดกระเทียม

วัตถุดิบ

  • กึ๋นไก่ 150 กรัม
  • สาเกปรุงอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
  • กะเทียมขูด 1 ช้อนชา
  • โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • น้ำมันงา 1 ช้อนชา
  • ต้นหอมหั่นเล็กน้อย

วิธีทำ

 

1. ล้างทำความสะอาดกึ๋นไก่และหั่นให้ได้ 4-5 ชิ้น

2. ผสมส่วนผสมเครื่องปรุงได้แก่ น้ำตาล โชยุ สาเกปรุงอาหาร และกระเทียมให้เข้ากัน จากนั้นนำกึ๋นที่หั่นไว้ใส่ลงไป หมักไว้ในตู้เย็นประมาณ 20 นาที

3. ตั้งกระทะบนไฟกลางและเติมน้ำมันงาลงไป เติมกึ๋นไก่ที่หมักไว้ทั้งหมดลงไป ผัดจนพอสุก แล้วเปลี่ยนเป็นไฟอ่อนผัดจนกึ๋นสุกดี เสร็จแล้วก็จัดเสิร์ฟ โดยโรยด้วยต้นหอมหั่นและพริกป่นตามชอบ

นอกจากการนำมาปรุงกึ๋นไก่เป็นเมนูแบบไทย ๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกันแล้ว หากมีโอกาสก็ก็ลองนำมาปรุงแบบญี่ปุ่นดูนะคะ อร่อยไปอีกแบบแถมที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่น้อยค่ะ

ทั้งที่ให้พลังงานแทบไม่ต่างกัน แต่ทำไมคนญี่ปุ่นนิยมลดน้ำหนักด้วยการรับประทานอกไก่มากกว่าสะโพกไก่?

ทั้งที่ให้พลังงานแทบไม่ต่างกัน แต่ทำไมคนญี่ปุ่นนิยมลดน้ำหนักด้วยการรับประทานอกไก่มากกว่าสะโพกไก่?

หลายคนคงจะทราบแล้วว่าอกไก่นั้นดีต่อการลดน้ำหนัก แต่อาจจะไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมใช้อกไก่ทั้ง ๆ ที่อกไก่และสะโพกไก่นั้นให้พลังงานต่อร่างกายแทบไม่แตกต่างกัน มาดูเหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมคนทั่วไปและคนญี่ปุ่นเลือกใช้อกไก่เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักกันนะคะ

ข้อดีของการรับประทานไก่เพื่อลดน้ำหนัก

เนื้อไก่เป็นเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูงแต่มีแคลอรี่ต่ำกว่าเนื้อหมูและวัว ทำให้เนื้อไก่เป็นอาหารทางเลือกที่คนนิยมรับประทานในช่วงลดน้ำหนัก ในเนื้อไก่มีสองส่วนที่เป็นตัวเลือกของคนญี่ปุ่นคือ ส่วนของอกไก่และสะโพกไก่ โดยทั่วไปสะโพกไก่ 100 กรัมให้พลังงาน 200 กิโลแคลอรี่ และ 116 กิโลแคลอรี่สำหรับไก่ที่เอาหนังไก่ออก ส่วนอกไก่ 100 กรัม ให้พลังงาน 191 กิโลแคลอรี่ และ 108 กิโลแคลอรี่สำหรับไก่ที่เอาหนังออก

เนื้อส่วนสะโพกไก่
เนื้อส่วนอกไก่

แม้ว่าพลังงานแทบจะไม่แตกต่างกัน แต่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานอกไก่ในการลดน้ำหนักเพราะว่า อกไก่อุดมไปด้วยโปรตีนชนิดดีคือ อิมิดาโซลไดเปปไทด์ (Imidazole dipeptides) ซึ่งเป็นโปรตีนตัวสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ คนเราโดยทั่วไปเมื่ออายุเลย 30 ปี การสร้างมวลกล้ามเนื้อของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ความแข็งแรงของร่างกายค่อย ๆ ลดลงตามไปด้วย การออกกำลังแบบฝึกกล้ามเนื้อให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อจึงเป็นวิธีการที่ดีในการคงสภาพกล้ามเนื้อที่ดี

อีกทั้งอิมิดาโซลไดเปปไทด์เป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงยังช่วยขจัดกรดแลกติดที่เกิดขึ้นในขณะออกกำลังกาย ส่งผลช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายได้เร็ว ทำให้ไม่รู้สึกขี้เกียจที่จะออกกำลังกายในวันถัดไป นอกจากนี้อิมิดาโซลไดเปปไทด์ยังช่วยชะลอความแก่และป้องกันโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

เมนูอาหารจากอกไก่ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานเพื่อลดน้ำหนักและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

เมนูอกไก่ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานในช่วงการลดน้ำหนัก ได้แก่ อกไก่ย่าง อกไก่อบ และอกไก่นึ่งรับประทานกับสลัดและน้ำสลัดแบบญี่ปุ่น เช่น น้ำสลัดงาและจากซอสเปรี้ยวพอนสึ เป็นต้น

อกไก่อบ
อกไก่ย่าง
อกไก่นึ่งกับน้ำสลัดงา

การที่นกบินข้ามฟ้าข้ามทะเลไปได้ไกล ๆ โดยไม่พักนั้นเป็นเพราะพลังจากอิมิดาโซลไดเปปไทด์ที่มีอยู่ในตัวนก โปรตีนชนิดนี้จึงเป็นเหมือนพลังงานแห่งชีวิตที่หาได้ง่ายจากอกไก่ ได้รู้ประโยชน์ที่แน่ชัดในการรับประทานอกไก่ในช่วงการออกกำลังกายลดน้ำหนักแล้ว ผู้อ่านคงคิดว่าเรามาถูกทางแล้วที่รับประทานอกไก่ในช่วงออกกำลังกายให้รูปร่างสวยงามใช่มั้ยคะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เมนูทอดที่ทุกคนชอบ! “เทมปุระ” และ “คาราอาเกะ” แตกต่างกันอย่างไร?

เมนูทอดที่ทุกคนชอบ! “เทมปุระ” และ “คาราอาเกะ” แตกต่างกันอย่างไร?

“เทมปุระ” และ “คาราอาเกะ” เมนูอาหารประจำบ้านที่ชาวญี่ปุ่นหลายคนชื่นชอบ และในประเทศไทยเองก็หาซื้อทานได้ง่าย ๆ ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป แม้จะเป็นเมนูอาหารประเภททอดเหมือนกัน แต่คุณรู้ถึงความแตกต่างของทั้งสองเมนูนี้หรือไม่? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกกันว่า “เทมปุระ” และ “คาราอาเกะ” มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

เทมปุระ

“เทมปุระ” เป็นเมนูอาหารทอด ที่ต้องนำวัตถุดิบอาหารมาชุบกับแป้งสาลีที่ผสมกับน้ำเปล่าและไข่ วัตถุดิบโดยทั่วไปที่ชาวญี่ปุ่นมักนำมาทำเป็นเทมปุระ ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์จากทะเลทั้งหลาย ผัก และเห็ดต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไข่ต้มหรือไอศกรีมมาทำเป็นเทมปุระได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมนู “คาราอาเกะ” ส่วนใหญ่มักจะมีการปรุงรสก่อนนำไปทอด แต่ “เทมปุระ” จะไม่มีการปรุงรสใด ๆ เพื่อให้ผู้ทานสามารถลิ้มรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบนั้น ๆ ได้

ในแป้งสาลีสำหรับทอดเทมปุระมักผสมแป้งสาลีที่มีโปรตีนต่ำหรือแป้งเค้กลงไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กลูเตน (Gluten) ในแป้งสาลีสร้างความหนืดและดูดซึมเอาน้ำจากส่วนประกอบทั้งหมดออก นี่จึงทำให้เทมปุระเป็นเมนูชุบแป้งทอดที่มีส่วนประกอบของน้ำมากกว่า นอกจากนี้ ในการทำแป้งชุบทอดเทมปุระให้กรอบฟู จำเป็นต้องคนผสมแป้งสาลีกับน้ำเปล่าอย่างเบามือ เพราะหากคนผสมแป้งสาลีกับน้ำเปล่าให้เข้าเนื้อกันมากเกินไป จะทำให้เกิดกลูเตนที่สร้างความหนืดของแป้งขึ้นนั่นเอง

น้ำมันสำหรับทอดเทมปุระก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะบ่งชี้ได้ว่าเทมปุระจะมีกลิ่นและสีอย่างไร โดยการใช้น้ำมันสลัดจะทำให้แป้งเทมปุระมีสีขาว ส่วนการใช้น้ำมันงาจะทำให้สีของน้ำมันงาเคลือบที่ตัวแป้ง และมีสีเหลืองเข้มกว่าการทอดด้วยน้ำมันสลัด

โดยทั่วไปชาวญี่ปุ่นมักทานเทมปุระคู่กับซอส “เท็นซุยุ” (天つゆ, Tentsuyu) ทานคู่กับโซบะ หรืออาจทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ ส่วนในร้านอาหารหรู ๆ ที่มีราคาแพงขึ้นมาหน่อย มักจะแนะนำให้ทานเทมปุระคู่กับเกลือ

เกลือที่นิยมทานคู่กับเทมปุระมี 3 ประเภท ได้แก่ เกลือจากน้ำทะเล เกลือจากทะเลสาบน้ำเค็ม และเกลือหินที่เกิดจากการตกตะกอนของน้ำทะเล โดยในขั้นตอนการตกผลึกของเกลือหินมักมีสารไม่บริสุทธิ์เจือปนอยู่ เมื่อเกลือหินมีมลทินจะทำให้เปลี่ยนสีเป็นสีชมพูหรือสีส้มนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีการผสมเกลือเข้ากับวัตถุดิบชนิดผงประเภทอื่น ๆ เช่น เกลือกับผงชาเขียว, เกลือกับผงพริกหอม, เกลือกับผงชิจิมิ หรือ พริกป่น 7 รส ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังเมนูอาหารทอดของตะวันตก ชื่อว่าฟริตเตอร์ (Fritter) ที่คล้ายคลึงกับเทมปุระอยู่ด้วย โดยเมนูฟริตเตอร์จะใช้อาหารทะเลในการชุบแป้งทอดเช่นเดียวกับเทมปุระ อีกทั้งยังนิยมใช้ผลไม้ในการทอดทานเป็นของหวานอีกด้วย

แม้ว่าฟริตเตอร์จะใช้แป้งที่คล้ายคลึงกับการทำเทมปุระของญี่ปุ่นก็ตาม แต่มีข้อแตกต่างกันตรงที่จะต้องนำแป้งไปผสมกับไข่ขาวที่ตีจนฟูเหมือนการทำขนมเมอแรงก์ ทำให้แป้งเคลือบของฟริตเตอร์มีความนุ่มมากกว่าเทมปุระ

คาราอาเกะ

“คาราอาเกะ” เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภททอดเช่นเดียวกันกับเทมปุระ โดยนำวัตถุดิบที่ไม่ได้ปรุงรสใด ๆ มาคลุกเคล้ากับแป้งสาลีหรือแป้งมันก่อนนำไปทอด ซึ่งถ้าพูดถึงวัตถุดิบในการทำคาราอาเกะ หลายคนจะนึกถึง “เนื้อไก่” เป็นอันดับแรก แต่ในญี่ปุ่นก็มีการนำเอากุ้ง เนื้อปลา หรือผลิตภัณฑ์จากทะเลประเภทอื่น ๆ มาทอดเป็นคาราอาเกะด้วยเช่นกัน

แม้ว่าคาราอาเกะจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องปรุงรสใด ๆ เลยก็ตาม แต่ชาวญี่ปุ่นก็นิยมปรุงรสด้วยการนำซอสโชยุ เหล้าสาเก ขิงและกระเทียมขูด มานวดขยำกับเนื้อไก่แล้วนำไปชุบแป้งทอด นอกจากนี้ หากเปลี่ยนเครื่องปรุงรสเป็นประเภทสมุนไพรกลิ่นหอมหรือเครื่องเทศต่าง ๆ ก็จะทำให้คาราอาเกะกลายเป็นเมนูไก่ทอดได้ทันที

 

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีเมนู “ทัตสึตะอาเกะ” (竜田揚げ, Tatsuta-age) ที่คล้ายคลึงกับเมนูคาราอาเกะอยู่ด้วย โดยทัตสึตะอาเกะจะใช้เครื่องปรุงรสแบบเดียวกับการปรุงคาราอาเกะ โดยจะหมักเนื้อไก่ทิ้งไว้ราว 30 นาทีก่อนนำไปคลุกแป้งทอด ทำให้เนื้อไก่มีรสชาติและความเข้มข้นต่างกัน

สรุป

จากที่กล่าวมาข้างต้น ขอสรุปข้อแตกต่างระหว่าง “เทมปุระ” และ “คาราอาเกะ” สั้น ๆ ดังนี้

เทมปุระ : คือเมนูที่นำวัตถุดิบ (ส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์จากทะเลและผัก) ไปชุบกับแป้งสาลีที่ผสมกับน้ำเปล่าและไข่ ก่อนนำไปทอด
คาราอาเกะ : คือเมนูใช้วัตถุดิบ (ส่วนใหญ่ใช้เนื้อไก่) ที่ไม่ต้องปรุงรสชาติใด ๆ ไปคลุกเคล้ากับแป้งสาลีเล็กน้อยก่อนนำไปทอด

ถือเป็นอีกเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจ กับ 2 เมนูที่เชื่อว่าหลายคนมีโอกาสได้ทานบ่อย ๆ แต่อาจไม่เคยทราบถึงข้อแตกต่างของมันมาก่อน          สล็อตเว็บตรง

จัดอันดับ ขนมเด็กที่คนญี่ปุ่นเทใจให้

จัดอันดับ ขนมเด็กที่คนญี่ปุ่นเทใจให้

แน่นอนว่าทุกคนต้องมีขนมวัยเด็กที่ชื่นชอบอย่างแน่นอนใช่มั้ยคะ บางคนอาจจะชอบถึงขนาดโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังซื้อทานอยู่ เพราะทั้งราคาถูกและอร่อยถูกปาก งั้นเราลองไปดูกันค่ะว่าขนมเด็กของญี่ปุ่นชิ้นไหนที่ครองใจคนญี่ปุ่นมากที่สุด!

อันดับ 1 “Umaibo”

 

อันดับที่ 1 เป็นของขนมข้าวโพดอบกรอบยอดฮิต “Umaibo” หรือแท่งอร่อยที่แม้แต่คนไทยเราเองก็ชื่นชอบไม่แพ้กัน จนถึงขนาดต้องซื้อยกแพ็คกันเลยทีเดียว Umaibo วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1979 รสชาติมีหลากหลายทั้งรสทงคัตสึซอส รสซุปข้าวโพดที่ขายดีสุด ๆ รสชีส และอีกมากมาย จะทานเป็นของว่างก็ได้ เป็นกับแกล้มก็ดี ในปี 2014 ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ “Premium Umaibo” ซึ่งมีราคาสูงขึ้น แต่สำหรับแบบปกติก็ยังคงอยู่ที่ 10 เยนเหมือนที่เคยขายมาตั้งแต่อดีต เป็นขนมเด็กที่กินเพลินทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่เลยล่ะค่ะ

อันดับ 2 “Black Thunder”

 

ต่อมาคือขนมช็อกโกแลตแท่งกรุบกรอบ “Black Thunder” ที่มีทั้งคุกกี้โกโก้ บิสกิต เคลือบด้วยช็อกโกแลตหวานหอมแสนอร่อย ทานเป็นของว่างรองท้องได้สบาย ๆ ราคาก็สบายกระเป๋า 1 ชิ้น 30 เยนเท่านั้น อีกทั้งยังมี “Big Thunder” ที่ราคา 50 เยนให้จุใจขึ้นมาอีกสักหน่อย นอกจากนี้ยังมี “Black Thunder Ice” ที่มาในรูปแบบไอศกรีม ขอบอกเลยค่ะว่าอร่อยมาก ๆ !

อันดับ 3 “Baby Star Ramen”

 

อันดับที่ 3 เป็นของขนมมาม่าญี่ปุ่นปรุงรสกรุบกรอบ “Baby Star Ramen” ที่มีตำนานมายาวนานกว่า 60 ปี เป็นขนมที่เกิดจากแนวคิดการทานราเม็งแบบทั้งที่ไม่ต้ม จะว่าไปก็นึกถึงยำยำช้างน้อยของบ้านเราเลยนะคะ55555 ตั้งแต่วางจำหน่ายในปี 1959 รสไก่เป็นรสชาติที่เป็นที่นิยมตลอดกาลมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยรสชาติอันเข้มข้นของไก่และผักทำให้ทานเพลินสุด ๆ นอกจากรสไก่แล้วยังมีรสชาติอื่น ๆ ทั้งรสซอส รสอุมะชิโอะ รสไก่โชยุ แถมยังมีไซส์มินิและแบบแผ่นใหญ่ให้ทานเล่นกันแบบจุใจ เป็นขนมในตำนานที่มีความหลากหลายจริง ๆ        UFABET เว็บตรง

อันดับที่ 4 – 10 มีดังนี้ค่ะ

อันดับ 4 : Tirol Choco

 

อันดับ 5 : Mugi Choco

 

อันดับ 6 : Kyabetsu Taro กับ Kabayakisan Taro

 

 

 

อันดับ 8 : Fugashi

 

อันดับ 9 : Potato Fry

 

อันดับ 10 : Katto Yocchan